วันนี้เราจะพูดถึงการวิ่งสำหรับคนที่มีข้อจำกัดหรือมีปัญหาสุขภาพ หลายคนคงเคยได้ยินข่าวนักวิ่งบางท่านจากไปเนื่องจากปัญหาสุขภาพทำพิษระหว่างวิ่งกันมาบ้าง แล้วจะวิ่งอย่างไรให้เหมาะกับสภาพร่างกายของเราเอง และไม่ก่อให้เกิดปัญหารุนแรงตามมา โดยเฉพาะกับผู้มีโรคหัวใจ และน้ำหนักมาก ๆ

 
6 วิธี วิ่งอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายตามมาเป็นของแถม
 
1. ปรึกษาแพทย์ก่อน หากคุณมีโรคประจำตัว หรือมีภาวะน้ำหนักเกิน เพื่อให้แน่ใจว่าคุณสามารถออกแรงได้แค่ไหน มีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง หรือหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดีที่สุด

2. เริ่มต้นจากเดินก่อน ไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็ว ที่สำคัญต้องตั้งเป้าหมายและสร้างตารางวิ่งให้ตัวเอง มีวินัยและทำสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายคุ้นชิน พร้อม ๆ กับฝึกความคงทน อาจจะอาทิตย์ละ 2 - 3 วัน วันละ 1 ชั่วโมง จะช้าหรือเร็วก็วิ่งแค่หนึ่งชั่วโมง หากความคงทนเพิ่มขึ้นก็ค่อยเพิ่มเวลาและระยะทางภายหลัง

3. ฟังเสียงของร่างกาย ไม่ไหวอย่าฝืน เข้าใจว่าบางทีก็อยากเอาชนะคนที่อยู่ข้างหน้า แต่อดใจไว้ก่อนยังไม่ต้องวิ่งตาม สงวนสังขารไว้วิ่งนาน ๆ ก่อนดีกว่า หากหายใจไม่ทันก็เดินสลับวิ่งช้า วิ่งเร็วก็ยังดีกว่าไม่ออกมาวิ่ง จริงไหม?

4. เพิ่มสปีด หากความคงทนของร่างกายเพิ่มขึ้น สังเกตจากหายใจได้ดีขึ้น วิ่งไปคุยไปได้ ก็ค่อยเพิ่มความเร็วในการวิ่ง เริ่มจาก warm up ด้วยการเดิน 5 นาที แล้วสลับวิ่งจอกกิ้งเบา ๆ 30 วินาที กับเดิน 2 นาที จนครบ 1 ชั่วโมง แล้วอีกสัก 2 สัปดาห์ ค่อยเพิ่มช่วงจอกกิ้งเป็น 45 และ 60 วินาที สลับเดิน 2 นาทีใน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นคุณจะพบว่าทนต่อความเหนื่อยได้มากขึ้น นอกจากจะสามารถจ๊อกกิ้งได้ตลอด 1 ชั่วโมงแล้ว กางเกงที่เคยใส่ไม่ได้จะกลับมาเป็นมิตรกับคุณอีกครั้ง

 อาหารและการดูแลตัวเองหลังวิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

5. Healthy food หากเป้าหมายของคุณคือการลดน้ำหนัก ห้ามอดอาหารระหว่างออกกำลังกายเด็ดขาด รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ แต่เลือกที่เป็นอาหารสุขภาพ หรืออาหารคลีน การออกกำลังกายไม่ว่าแบบไหนก็ทำให้กล้ามเนื้อมีการบาดเจ็บได้ ดังนั้นโปรตีนและสารอาหารจึงจำเป็นสำหรับการซ่อมแซม โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว แทนที่จะได้สุขภาพดี เราจะได้โรคเพิ่มจากสารอาหารไม่พอ และกล้ามเนื้อบาดเจ็บอีกด้วย

6. ยืดกล้ามเนื้อหลังวิ่ง เรื่องนี้สำคัญมากเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ หากคุณวิ่งเป็นเวลานานติดต่อกัน ก่อนหยุดวิ่งให้เดินเพื่อ Cool down ก่อนเพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจไม่ตกลงทันที อาจนำไม่สู่อาการหน้ามืดได้ และบาดเจ็บภายหลัง และควรยืดกล้ามเนื้อประมาณ 10 นาที เพราะให้กล้ามเนื้อคลายตัว
 
 
 

การวิ่งที่ดี ไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็ว แต่คือการวิ่งอย่างไรให้เหมาะกับสภาพร่างกายของเรา และไม่เกิดการบาดเจ็บตามมา ที่สำคัญต้องไม่ฝืนร่างกาย และซื่อสัตย์กับตัวเอง ไม่เกี่ยงและแก้ตัวให้ตัวเองเวลาขี้เกียจออกไปวิ่ง หากทำได้สม่ำเสมอ ผ่านไป 6 เดือนการวิ่งจะกลายเป็นกิจกรรมที่อยู่ในตารางประจำวัน และคุณจะเสพติดการวิ่งอย่างไม่รู้ตัว ไม่วิ่งเหมือนจะลงแดงเลยเชียวล่ะ