ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงรักษาได้

    ถั่งภาวะน้ำตาลในเลือดสูงรักษาได้ ป้องกันได้ ด้วยตัวเอง

อีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่มักพบกันอย่างมากของคนในปัจจุบันนั่นก็คือภาวะน้ำตาลสูง (Hyperglycemia) ที่เมื่อฟังชื่อแล้วหลายคนอาจคิดว่าไม่น่าร้ายแรงอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคนี้จะร้ายแรงหรือไม่ แล้วรักษาหรือดูแลตัวเองอย่างไร ใครมีโอกาสเข้าข่ายในการเป็นโรคนี้บ้างวันนี้บทความของเราได้มีการหาคำตอบในเรื่องนี้มาให้กับทุกคนแล้วดังนี้

ภาวะน้ำตาลสูง(Hyperglycemia) หรือที่เรารู้จักคุ้นเคยกันดีในชื่อของโรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดที่มีความผันผวนไม่แน่นอนตลอดทั้งวัน ส่งผลให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักมีการอาการขึ้นๆ  ลง ๆ ตลอดทั้งวันหากอยู่ในช่วงที่ภาวะร่างกายไม่ปกติเช่นภาวะน้ำตาลจะสูงขึ้นหลังจากที่ได้รับประทานอาหาร หรือต่ำลงเมื่อมีการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมาก ส่วนอาการที่พบบ่อยของผู้ที่มีภาวะน้ำตาลสูงนั้นมักจะมีอาการที่เห็นได้ชัดอย่างเช่นปัสสาวะบ่อย มีอาการกระหายน้ำมาก  รู้สึกเหนื่อย ร่างกายอ่อนแอ ตาพร่ามองเห็นไม่ชัดเจน หิวบ่อยหรือรู้สึกหิวแม้จะเพิ่งกินไป

สำหรับการรักษาอาการของผู้ที่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้นสามารถทำได้ 2 วิธีคือลดและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดละวันแต่ให้อยู่ในภาวะใกล้เคียงกับช่วงปกติที่สุด ด้วยการพยายามดูแลและใส่ใจตัวเองในเรื่องของการทานยาให้ครบหรือตรงตามกำหนด ไม่ควรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไม่ควรอดนอนและหลีกเลี่ยงภาวะเครียดทางอารมณ์ รวมถึงหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักมากเกินไปก็จะช่วยได้

นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยโรคภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่มีอาการมากก็มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้ยาให้ถูกกับโรค รวมถึงใช้ยาตามแพทย์สั่งเท่านั้นห้ามหาซื้อยามารับประทานเอง นอกจากนี้ในบางครั้งอาจต้องมีการใช้อินซูลินร่วมด้วยในระหว่างวัน ซึ่งภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้น หากผู้ป่วยไม่ได้ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีหรือไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องก็อาจส่งผลให้เกิดอาการภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแบบสุดขีด หรือ Hyperosmolar Hyperglycemic State (HHS)  โดยผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะนี้มักจะมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากถึง 600 mg/dl และอาจเพิ่มสูงไปถึง 2,000 mg/dl ซึ่งเป็นภาวะที่มักมาพร้อมกับอาการขาดน้ำจนทำให้ผู้ป่วยอาจเกิดการอ่อนเพลีย ซีด และอาจทำให้เกิดอาการหมดสติได้ นั่นก็เป็นเพราะภาวะนี้มักส่งผลให้เลือดและน้ำตาลมีความข้นขึ้นในขณะที่น้ำในร่างกายลดลงอย่างเฉียบพลันนั่นเอง

ทางทีดีที่สุดสำหรับการป้องกันการเกิดโรคนี้ก็คือการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเช่นแป้งหรือไขมันที่สูงมากจนเกินไป รวมจนถึงหลีกเลี่ยงภาวะที่อาจทำให้เกิดความเครียดทางอารมณ์ก็จะช่วยให้หลีกไกลโรคนี้ได้ และสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ก็ต้องหมั่นดูแลสุขภาพและรับประทานยาถูกต้องครบตามแพทย์สั่ง รวมถึงควรปรึกษาแพทย์ทันทีหากพบสิ่งผิดปกติในร่างกายก็จะช่วยบรรเทาอาการของโรคให้ไม่ร้ายแรงจนถึงชีวิตได้เช่นเดียวกัน